
การสร้างเขื่อนหิน เขื่อนหินริมฝั่ง จังหวัดสงขลา
การ สร้างเขื่อนหิน (Rock Revetment / Seawall) คือโครงสร้างป้องกันชายฝั่งที่ใช้ “หินก้อนใหญ่” วางซ้อนกันเป็นชั้นๆ เพื่อป้องกันคลื่นกัดเซาะ ช่วยรักษาหน้าดิน ปกป้องพื้นที่ชุมชน ถนน และสิ่งปลูกสร้างริมทะเลหรือริมแม่น้ำให้ปลอดภัย เหมาะกับพื้นที่ที่มีคลื่นแรง หรือพื้นที่ที่มีการสูญเสียชายฝั่งต่อเนื่องหลายปี
เขื่อนหินเป็นโครงสร้างที่ทนทาน บำรุงรักษาง่าย และมีอายุการใช้งานหลายสิบปี จึงได้รับความนิยมอย่างมากในงานชายฝั่ง เช่น ที่สงขลา ระนอง ชุมพร พัทยา และพื้นที่ติดชายฝั่งทั่วประเทศ
เหตุผลที่ต้องสร้างเขื่อนหิน

- ป้องกันคลื่นกัดเซาะหน้าดิน
- ป้องกันน้ำทะเลท่วมพื้นที่ชุมชน
- รักษาแนวชายฝั่งที่กำลังพังทลาย
- ป้องกันถนนเลียบชายฝั่งเสียหาย
- ลดความเสี่ยงจากคลื่นมรสุมและพายุ
ทำให้พื้นที่สามารถใช้งานต่อได้ เช่น ทำถนน ทางเดิน หรือจุดท่องเที่ยว
ขั้นตอนการสร้างเขื่อนหิน ตั้งแต่ต้นจนจบงาน
1) สำรวจและเก็บข้อมูลพื้นที่ (Site Survey)
เป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด วิศวกรจะต้องสำรวจข้อมูลเพื่อออกแบบเขื่อนให้แข็งแรง ได้แก่
- ความลึกของน้ำและระดับน้ำขึ้น–น้ำลง
- ชนิดของดินใต้ทะเล (ดินทราย–ดินโคลน)
- ความสูงคลื่น ลม และทิศทางของคลื่น
- อัตราการกัดเซาะชายฝั่ง
- ขอบเขตงานและพื้นที่ที่ต้องป้องกัน
ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปใช้ในการออกแบบเขื่อนหินให้เหมาะกับพื้นที่
2) ออกแบบเขื่อนหินตามมาตรฐานวิศวกรรมชายฝั่ง
หลังได้ข้อมูลสำรวจครบ วิศวกรจะออกแบบโดยคำนวณตามสูตรมาตรฐาน เช่น Hudson’s Formula, Van der Meer เพื่อให้เขื่อนสามารถต้านแรงคลื่นได้จริงสิ่งที่ต้องออกแบบ ได้แก่
- อัตราความลาดเอียงของเขื่อน (เช่น 1:2 หรือ 1:2.5)
- ขนาดและน้ำหนักของหินแต่ละชั้น
- ชั้นกรอง (Filter / Geotextile)
- ความสูงเขื่อนเทียบระดับน้ำทะเล
- เท้าเขื่อน (Toe) ที่ต้องแข็งแรงที่สุด
3) เตรียมพื้นที่ก่อสร้าง (Site Preparation)
- ปรับพื้นที่ตามแบบ
- ขุดร่องสำหรับเท้าเขื่อน
- ปูชั้นกรองหรือ Geotextile เพื่อรองรับโครงสร้าง
- กำหนดแนวและระดับของเขื่อน
ขั้นตอนนี้ช่วยให้โครงสร้างมีความเสถียรและไม่ถูกพังจากคลื่นในภายหลัง
4) วางหินตามลำดับชั้น (Rock Placement)
การสร้างเขื่อนหินจะวางหินเป็น 3 ชั้นหลัก ได้แก่
✔ Core Layer – ชั้นแกนกลาง หินก้อนเล็ก–กลาง ทำหน้าที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของโครงสร้าง
✔ Underlayer – ชั้นรองรับ หินขนาดกลาง ช่วยกระจายแรงคลื่นและรองรับชั้นบนสุด
✔ Armor Layer – หินก้อนใหญ่ป้องกันคลื่น เป็นหินขนาดใหญ่ที่สุด วางให้ล็อกตัวกันเพื่อรับแรงปะทะจากคลื่นโดยตรง
วิศวกรจะควบคุมให้ความหนา ระดับ และมุมลาดเอียงตรงตามแบบ เพื่อให้เขื่อนทนทานยาวนาน
5) ปรับแต่งและตรวจสอบความแข็งแรง (Inspection)
หลังวางหินครบ ต้องตรวจสอบว่า
- ความลาดเอียงถูกต้อง
- ความหนาของแต่ละชั้นได้ตามแบบ
- เท้าเขื่อนแข็งแรง
- ไม่มีการยุบตัวหรือช่องว่างที่ทำให้คลื่นพังโครงสร้างได้
ถ้าพบจุดอ่อนจะเสริมด้วยหินก้อนใหญ่เพิ่มเติมทันที
6) ปรับภูมิทัศน์และงานส่วนบน (Finishing)
ขึ้นอยู่กับแบบของหน่วยงาน เช่น
- ทำถนนเลียบชายฝั่ง
- ทำทางเดินชมวิว
- ทำกำแพงกันดินหรือรั้ว
- ติดตั้งไฟส่องสว่าง
- ปลูกต้นไม้หรือปรับพื้นดินด้านบน
7) ส่งมอบงานและบำรุงรักษา (Handover & Maintenance)
บริษัทจะจัดทำ
- As-Built Drawing
- รายงานตรวจสอบโครงสร้าง
- แผนบำรุงรักษา
โดยทั่วไปต้องตรวจเช็กปีละ 1–2 ครั้ง เพื่อดูหินที่หลุด การทรุดตัว หรือผลกระทบจากมรสุม
ข้อดีของการสร้างเขื่อนหิน
- แข็งแรงและทนทานมาก
- ซ่อมบำรุงง่าย
- รองรับแรงคลื่นได้ดี
- เหมาะกับพื้นที่ที่มีคลื่นแรง
- อายุการใช้งานยาวนาน
- ปรับรูปแบบให้เข้ากับพื้นที่ได้หลากหลาย
เหมาะกับใคร
- หน่วยงานรัฐที่ต้องการป้องกันชายฝั่ง
- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
- บริษัทเอกชนที่มีโรงงานติดทะเล
- รีสอร์ตและพื้นที่ท่องเที่ยวริมทะเล
- โครงการป้องกันน้ำทะเลกัดเซาะ
สรุป
การสร้างเขื่อนหินไม่ใช่แค่นำหินมากอง แต่ต้องใช้ข้อมูลด้านคลื่นลม ดิน ชายฝั่ง และการออกแบบทางวิศวกรรมอย่างละเอียด เพื่อให้เขื่อนป้องกันคลื่นได้จริงและใช้ได้ยาวนานหลายสิบปี หากออกแบบและก่อสร้างถูกต้อง จะช่วยปกป้องพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า

